วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Malicious Software

Malware เกิดมาจากคำสองคำคือ Malicious และ Software ซึ่งรวมๆกันแล้วก็จะหมายถึง Program ที่มุ่งร้ายต่อ ระบบคอมพิวเตอร์ เช่นมาทำให้น่ารำคาญ บุกรุกความเป็นส่วนตัวของข้อมูล หรืออาจจะถึงขั้นทำให้เครื่องใช้การไม่ได้เลยทีเดียวเชียว 
สามารถแบ่งตามการอยู่รอด
     1. อยู่ได้ด้วยตัวเอง เช่น Worm,Trojan Horse, Botsเป็นต้น
      2. ต้องพึ่ง Program อื่น เช่น Virus,Logic Boom,Back Door เป็นต้น
ตามการแพร่กระจาย
      1. เข้ามาแล้วไม่แพร่ต่อ เช่น Trojan Horse
      2. เข้ามาแล้วแพร่กระจายต่อ เช่น Worm
ประเภทของ Mulware 
      -Virus เป็น Mulware ที่ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองต้องไปเกาะติดกับโปรแกรมอื่น หรือฝังตัวอยุ่ Ram 
             - transient => มีชีวิตอยู่ติดกับ host หรือฝังตัวอย่กับโปรแกรมอื่น เมื่อ โปรแกรมทำงาน มันก็จะทำงานด้วย แต่เมื่อโปรแกรมหยุดทำงานหรือปิดโปรแกรมไป มันก็จะหายไปด้วย
             - resident => จะฝังตัวอยุ่ในดปรแกรมก่อนเมื่องเรากดรันโปรแกรมนั้นมันก็จะเปลียนไปฝังตัวอยู่ใน Memory เมื่อปิดเครื่องหรือ ไฟที่เลี้ยง Memory หมด มันก็จะหายไป
      - Worm  เป็น Mulware ที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง สามารถแพร่กระจายผ่าน Network และยังสามารถแพร่กระจายได้ด้วยตัวเอง มันจะหาจุดอ่อนของระบบ หรือ bug เพื่อเข้าไปในระบบ โดยช่องทาง จะขึ้นอยู่กับ ผู้เขียนมันขึ้นมา
      - Trojan มาจากเรื่อง กรุงทรอย(  http://www.oknation.net ) ชื่อของมันก็มาจากตรงนี้แหละเพราะวิธีการของมันเหมือนกับ ไอ้เรื่องนี้ Trojan จะเข้าไปฝังตัวรอเวลาทำงาน เช่น เมื่อถึง วันที่ 12/12/2012 ให้ทำการ มีข้อความ "Boom" ขึ้นที่เครื่องของเหยื่อ อะไรประมาญนี้ และยังสามารสั่งเปิด port บาง port เพื่อให้ hacker(ความหมายของ hacker ) เข้ามาล้วงข้อมูลของเครื่องเราได้ และยังสามารถ up สิทธิของตัวมันเองเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลบางอย่างที่สำคัญได้ 
      - Backdoor หรือประตูหลังนั่นละครับ ไอ้เจ้า ตัวนี้เกิดมาจาก คน ที่เขียนโปรแกรมหรือโปรแกรมเมอร์ไม่ต้องการที่ต้องทำตาม Step เพื่อเข้าไปลอง functional อะไรบางอย่างของโปนแกรม ซึ่งถ้าสร้าง Back door แล้ว hacker เกิดหูดีรู้เข้า เช่น มี function การโอนเงินอะไรประมาณนี้เข้า hacker ก็จะสามารถรู้วิธีการและสามารถ hack ระบบได้
      - Bots ก็คล้ายๆกับ bots ที่เราเล่นเกมกันนั่นละครับ แต่ตัวนี้แค่เปลี่ยนจากทางที่ดีมาเป็นทางร้ายเฉยๆ มันสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ทำงานตามที่ hacker หรือใครก็ตาม สั่ง และยังสามารถ สั่งให้เครื่องของ ผุ้ที่ติด กระทำผิดอาชกรรมทางคอมพิวเตอร์ได้โดยที่ไม่รู้ตัว 
      - Logic Boom คล้ายๆกันกับ Trojan ครับ แต่เจ้าประเภทนี้ จะถูกเขียนด้วยภาษาที่ร้ายกาจกว่า Trojan เพราะภาษาที่เขียนมันขึ้นมาเป็นภาษาที่สามารถสั่งงาน Hardware เช่น เมื่อถึงเวลา 12/12/2012 ให้ทำการลบข้อมูลใน Hardisk ของเครื่องเหยื่อได้เลย
      - Rootkite ไอ้ตัวนี้เมื่อติดที่เครื่องของเหยื่อแล้วจะพยายาม up สิทธิ์ ของตัวเองให้ขึ้น ในระดับ Root หรื่อ Admin สามารถซ่อนตัวเองจากโปรแกรมแสกนไวรัสได้ (ถ้ามัน up สิทธิ์ขึ้นเป็น root ได้แล้ว) สามารถลบ log ได้
      - Mobile code ตัวนี้ไม่ใช่ code ของมือถือนะครับ แต่มันหมายถึง code ที่สามารถเครื่องที่ได้ครับคือ มันสามารถ run ได้ทุก platform ครับ จะโจมตีผ่านทาง VB scrip , java scrip ,Active x เป็นต้น
      - Spyware ก็จะเหมือน Trojan อีกแหละ แต่ มันเน้นตรงที่มันจะมาเป็น spy เช่นเมื่อเราทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน Internet แลัวเครื่องเรามี Spyware อยู่มันอาจจะเก็บข้อมูลรหัสผ่านหมายเลขบัญชี ของเราเพื่อส่งให้ hacker แล้วทีนี้เงินเราก็ไมปลอดภัยอีกต่อไป
      - Adware ตัวนี้จุดมุ่งหมายส่วนใหญจะเป็นทางด้าน ธุรกิจ ซะมากว่า เช่น โฆษณา หรือแม้แต่การที่ไปฝังตัวเพื่อเก็บข้อมูลของลูกค้าเพื่อนำมาวิเคราห์ทางการตลาด แต่ส่วนใหญ่จะน่ารำคาญ ซะมากกว่า เช่น โฆราที่ขึ้นข้างๆเว็ปที่เราเข้าแล้วเราต้องคอยกดออกนั่นละครับ อะไรประมาญนั้นครับ

ดังที่ได้กล่าวข้างต้นมาส่วนใหญ่ malware เข้ามาในเครื่องเรา ส่วนใหญจะเป็นเพราะ เรานี่แหละเป็นคนเอามันเข้ามาโดยไม่รู้ตัว เช่น การโหลดโปรแกรมปลอม โปรแกรมฟรี(อย่าคิดว่าของฟรีดีเสมอไป) เจลเบรก ios กดยอมรับอะสักอย่างที่เด้งขึ้นมาโดยไม่อ่านให้ดีก่อน  แถมดีไม่ดี up สิทธิ์ root หรือ admin ให้มันเลยเรียบร้อย เพราะฉะนั้นเวลาจะโหลดอะไรหรือจะ run program อะไรก็คิดดูให้ดีๆเพราะ มันอาจะมาโดยไม่รู้ตัว  และกรุณาลง โปรแกรม scanvirus หรือ malware ด้วยนะครับ หรืออีกทางที่หลายคนไม่ค่อยอยากทำคือ ซื้อโปรแกรมแท้ และอย่าปิด firewall ทิ้งไว้ (แต่ถ้าอยากเล่นเกมก็ปิดซะเพราะบางเกมต้องปิด อิอิอิอิอิ) ......................................เมื่อยจังนอนดีกว่า..........................................เดียววันหลังมาต่อ....

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อีกวิธีหนึ่งที่แก้ปัญหาการ boot เครื่องช้า

วันนี้เราจะมาแก้ใขปัญหาการ boot เครื่องช้าเบื้องต้นกันนะครับ เนื่องผมเคยประสบปัญหาเครื่อง boot ช้า ก็เลยเอาการแก้ปัญหาแบบนึงมาฝากกันครับ เนื่องจากการ boot ช้าของเครื่องคอมพิวเตอร์เกิดได้หลายกรณีครับ ตัวอย่างเช่น มีโปรแกรมแสกนไวรัสตอน run ตอนเปิดเครื่อง หรือเครื่อง อาจจะติดไวรัส หรืออาจจะมีโปรแกรมเยอะเกินไปที่ runตอนบูทเครื่องทำให้การ บูทเครื่องช้าเป็นเต่าคลาน แต่วันนี้เราจะมาแก้ปัญหาการบูทช้าด้วยวิธีการ เอาโปรแกรมที่รันตอนบูทเครื่องออกครับ พูดง่ายๆคือ กูไม่ให้มึงรันตอนบูทมีรัยปะ ประมาณนี้นะครับ 
เริ่มจาก เปิด Run ขึ้นมาครับ พิมคำสั่ง msconfig แล้วกด ok 




จะขึ้นหน้าจัดการให้เราครับ คลิกที่ Statup




แล้วจะขึ้นหน้านี้ครับ

เลือกโปรกรมที่จะหยุดการทำงานตอนบูทครับ แล้วกด Disable ("คำเตือนอย่าหยุดโปรแกรมหรือไฟล์ที่เป็นของระบบนะครับ เพราะเครื่องของท่านอาจะบูทไม่ขึ้นอีกเลย")ถ้าอันใหนไม่มั่นใจก็อย่าหยุดเลนนะครับเพราะมันอาจจะทำให้ท่าน ได้ลง os ใหม่กันเลยทีเดียวเชียว โปรแกรมส่วนใหย่ที่ทำให้เครื่องช้าตอนบูทก็จะเป็นพวกแสกนไวรัสนะครับ หรือไวรัสเองก็ทำให้บูทช้าได้เช่นกันครับ เสร็จแล้วก็กดปิดไปครับ บางทีการหยุดบางโปแกรมอาจจะต้อง reboot นะครับไม่ต้องตกใจ





เก็บตกครับ.......................ในกรณีที่คนที่ไม้ขึ้นหน้าที่ 3 แต่ขึ้นหน้าข้างล่างนี้แทน

ก็ให้กด open task manage แล้วก็จะขึ้นหน้าข้างล่างนี้เช่นกันครับ



กาลามสูตร Buddhist kalamasutra

ด้วยผมเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ...มั้ง...วันนึงผมอ่านเข้าไปเจอเกี่ยวกับหลักความเชื่อของพระพุทธศาสนา ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง เมื่อผมได้อ่าน หัวข้อ "กาลามสูตร" โอ้ว....มันต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆๆ..........แต่มันไม่ใช่อย่างที่ผมคิดครับ เสียดายอยู่นิดๆ อิอิ ผมก็เลยอ่านไปเรื่อยๆจนจบ ก็ได้ใจความว่า 
กาลามสูตร คือ พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล (เรียกอีกอย่างว่า เกสปุตติยสูตร หรือเกสปุตตสูตร ก็มี) กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่

1.มา อนุสฺสวเนน อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
2.มา ปรมฺปราย อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา
3.มา อิติกิราย อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
4.มา ปิฏกสมฺปทาเนน อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
5.มา ตกฺกเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
6.มา นยเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา
7.มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
8.มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน
9.มา ภพฺพรูปตา อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
10มา สมโณ โน ครูติ อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา

"ปัจจุบันแนวคิดและหลักสูตรที่สอนให้คนมีเหตุผลไม่หลงเชื่องมงาย ในทำนองเดียวกับคำสอนของพระพุทธองค์เมื่อ 2500 ปีก่อน ได้รับการบรรจุเป็นวิชาบังคับว่าด้วยการสร้างทักษะการคิดหรือที่เรียกว่า "การคิดเชิงวิจารณ์" (Critical thinking) ไว้ในกระบวนการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยของประเทศพัฒนาแล้ว"วิกิพีเดีย
มันแปลกดีใช่มั้ยเพราะศาสนาอื่นสอน ให้เชื่อ แต่ศาสนาพุทธ บอกว่า อย่าเพิ่งเชื่อ ต้องตรึกและตรองดูดีๆก่อน จะได้โดนหลอกยากหน่อย ไม่ได้บอกว่าโดนหลอกไม่ได้นะเพราะเหนือคนยังมีคน 


วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การแก้ปัญหาเบื้องต้นในโปรแกรมที่รัน บน os ไม่ได้







การที่โปรแกรม ไม่สามรถ run บนเครื่องได้อาจจะมีได้หลายสาเหตุแต่ที่จะนำเสนอในวันนี้จะเป็นสาเหตุมาจาก program ไม่ support เนื่องด้วย os รุ่นใหม่เกินไปอะไรประมาณนั้นนะครับ การแก้ปัญหาเบื้องต้นให้ลองคลิกขวา ที่ตัว application แล้วคลิกที่ properties

แล้วเลือกที่ capatibility  เลือก  capatibility mode แล้วเลือก รุ่นของ os ทีต่ำกว่าหรือสามารถรันโปรแกรมได้